Guido d'Arezzo(c 991/992 - c 1033)
นักบวชชาวอิตาเลียนแห่งนิกายเบเนดิกต์ในยุคกลาง (Medieval Era)
เกิดและเป็นนักบวชนิกายเบเนดิกต์ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1025 ได้เดินทางไปยังเมือง Arezzo ประเทศอิตาลีเพื่อทำงานให้กับบาทหลวง Theobald และพำนักอยู่ที่เมือง Arezzo จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ช่วงเวลาที่อยู่ในอิตาลี Guido ได้พัฒนารูปแบบของสัญลักษณ์ทางดนตรี ซึ่งต่อมากลายเป็นระบบใหม่ที่ใช้ตัวโน้ตที่เขียนบนเส้นขนาน 4 เส้นแทนที่ตัวอักษรกรีก (Nuematic Notation) และเพิ่มเส้นสีแดงและสีเหลืองลงบนบรรทัดสองเส้นที่ถูกใช้กันมาแต่เดิม
นอกจากนี้เขายังริเร่ิมระบบ Solmization (Solfeggo) หรือสัญลักษณ์ ut, re, mi, fa, sol, la สำหรับเสียง C D E F G A
ของ hexachord ต่อมาภายหลังเมื่อ hexachord ถูกแทนที่ด้วยการใช้ scale 1 octave สัญลักษณ์ si หรือ ti เพิ่มมาเป็นเสียงสุดท้ายและ ut ถูกแปลงเป็นเสียง do ในเวลาต่อมา
Ut queant laxis,
Resonare fibris,
Mira gestorum,
Famuli tuorum,
Solve polluti,
Labii reatum, Sancte Joannes!
Guido ดัดแปลงสัญลักษณ์ ut, re, mi, fa, sol, la มาจากพยางค์แรกของท่อนเพลงทั้ง 6 ในบทกวี Hymn, Ut queant laxis สำหรับบทสวดนี้ท่อนแรกจะเริ่มด้วย C ก่อนที่จะสูงขึ้นทุกๆ 1 scale ในบทสวดถัดไป นักร้องฝรั่งเศสใช้ ut ในขณะที่สัญลักษณ์นี้ในประเทศอื่นใช้เป็น do Guido พบว่าการใช้สัญลักษณ์เหล่านี้ในการสอนบทสวดใหม่ ทำให้นักร้องสามารถจดจำและเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
Guidonian Hand ได้นำมาใช้เป็นสื่อการสอนอย่างกว้างขวาง โดยการตั้งชื่อโน้ตให้สัมพันธ์กับส่วนต่างๆของนิ้วมือ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้จำโน้ตได้อย่างดี Guido และผู้ติดตามของเขาได้สอนโน้ตให้กับบรรดานักร้องโดยการชี้ไปที่แต่ละส่วนนิ้วมือที่เป็นโน้ตตัวนั้นๆ และยังสาธิตกระบวนการและวิธีการสอนนี้ให้กับ Pope John ที่19 อีกด้วย
Guido ไม่ใช่นักประพันธ์แต่ผลงานของเขาในฐานะนักทฤษฎีนั้นสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อมา Guido สร้างความเป็นไปได้ให้กับนักประพันธ์ท่านอื่นๆที่ต้องการจะบันทึกผลงานจากที่เคยบันทึกเป็นเอกสาร ไม่ต่างจากนักร้องที่ต้องอาศัยการท่องจำบทเพลงเพื่อใช้ในการแสดงและใช้วิธีเดียวกันนี้ถ่ายทอดบทเพลงสู่นักร้องรุ่นต่อไป ความผิดพลาดในการท่องจำทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของบทเพลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป ระบบของ Guido ช่วยให้การบันทึกโน้ตถูกต้องและแม่นยำ
งานเขียนอีกชิ้นที่สำคัญคือ Micrologus de disciplina artis musicae ในปี ค.ศ.1025เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงดนตรี
ในยุคสมัยนั้น (ยุคกลาง) ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ชิ้นสำคัญเกี่ยวกับ Organum
ข้อมูลอ้างอิง